Whale and Vibe
โซฟาผ้าสีครีมในห้องนั่งเล่นช่วงบ่ายแก่ แสงแดดเฉียงลอดม่านบางเข้ามาทางขวา บนเบาะยังเหลือรอยบุ๋มของคนที่เพิ่งลุกไป

เทคโนโลยี

บ่ายวันเสาร์บนโซฟา: บันทึกจากคนที่กำลังเร่งโลกให้เร็วที่สุด

คนที่บอกว่าเราอยู่ใน singularity กันแล้ว ใช้บ่ายวันเสาร์หนึ่งไถ TikTok อยู่สามชั่วโมง แล้วลุกขึ้นมาลบมันทิ้ง เรื่องนี้ว่าด้วยความเร็ว ความช้า และช่วงเวลาที่คนเรารู้ตัว

เรื่อง Whale Andbooks · ภาพ Daisy Lovelace · 27 กรกฎาคม 2026

5

บ่ายวันเสาร์วันหนึ่ง ชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นของตัวเอง นิ้วโป้งเลื่อนขึ้นทีละคลิป แสงข้างนอกเปลี่ยนจากขาวเป็นเหลืองแล้วเป็นส้ม เขาเงยหน้าขึ้นมาอีกทีตอนที่เวลาผ่านไปสามชั่วโมง

ไม่มีใครสั่งให้เขานั่งตรงนั้น ไม่มีงานด่วน ไม่มีอะไรพัง เขาแค่กำลังเพลิดเพลินกับสิ่งที่รู้ทั้งรู้ว่าไม่ดีกับตัวเอง

ชายคนนั้นชื่อ แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI คนเดียวกับที่ให้สัมภาษณ์ยาวกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้วพูดประโยคที่ถูกยกไปอ้างต่อมากที่สุดประโยคหนึ่งของปี ว่าเราอยู่ใน singularity กันแล้ว สิ่งที่เคยเป็นแค่บทสนทนาขำ ๆ บนโต๊ะอาหารเมื่อสิบปีก่อน วันนี้คือชีวิตจริงที่เราตื่นมาเจอทุกเช้า

เย็นวันนั้นเขาลบ TikTok ทิ้ง

แอปที่เขาตั้งใจทำให้ตัวเองติด

เรื่องมันเริ่มจากงาน ตอนที่ทีมของเขากำลังสร้าง Sora ซึ่งเป็นแอปวิดีโอ เขาตัดสินใจทำให้ตัวเองติด TikTok เพื่อจะได้เข้าใจมันจากข้างใน ไม่ใช่จากรายงานสรุปที่ใครสักคนทำมาให้

แล้วเขาก็ชอบมันจริง ๆ

จากสิบนาทีก่อนนอน กลายเป็นครึ่งชั่วโมง แล้วเป็นหนึ่งชั่วโมง จนถึงบ่ายวันเสาร์นั้น

การที่เขาติดนั้นไม่แปลก คนติดกันทั้งโลก สิ่งที่ค้างอยู่ในหัวเราคือ คนที่ใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่กับการสร้างระบบที่เก่งขึ้นทุกเดือน ต้องใช้เวลาสามชั่วโมงกว่าจะรู้ตัวว่าระบบอีกตัวหนึ่งกำลังทำงานกับเขาอยู่ และมันทำงานได้ผลดีมาก

ยี่สิบแปดประเทศในสามสิบห้าวัน

ย้อนกลับไปช่วงหลังการเปิดตัว GPT-4 โลกทั้งใบกำลังปั่นป่วน ผู้นำประเทศต่าง ๆ ตั้งคำถามว่าต้องเข้าควบคุมเรื่องนี้ไหม ต้องสั่งปิดไหม สิ่งนี้กำลังตื่นขึ้นมาหรือเปล่า อัลต์แมนอ่านอากาศออกว่าพายุกำลังก่อตัว และถ้าไม่มีใครออกไปนั่งคุยกับผู้คนจริง ๆ เรื่องจะจบไม่สวย

เขาเกลียดเที่ยวบินยาวและอาการ jet lag เลยเลือกวิธีที่ฟังดูเหมือนการลงโทษตัวเอง คืออัดทุกอย่างให้จบในทริปเดียว ไบรอัน เชสกี (Brian Chesky) แห่ง Airbnb แนะนำจากประสบการณ์ที่เคยทำราวแปดเมือง อัลต์แมนจัดไปยี่สิบแปดประเทศในสามสิบห้าวัน

ห้องโดยสารเครื่องบินตอนกลางดึก ที่นั่งริมทางเดินว่างเปล่า มีไฟอ่านหนังสือดวงเดียวส่องลงบนเบาะ
เขาบินข้ามโซนเวลาทีละหนึ่งชั่วโมง ทั้งทริปจึงขยับเวลาไปมากสุดสี่ชั่วโมง

เคล็ดลับที่เขาใช้คือบินข้ามโซนเวลาทีละหนึ่งชั่วโมง ทั้งทริปเลยขยับเวลาไปมากสุดแค่สี่ชั่วโมง แทบไม่เจอ jet lag เลย มีแค่ความล้าที่สะสมไปเรื่อย ๆ

ช่วงท้ายของทริป เขาเริ่มครึ่งหลับครึ่งตื่นแล้วเห็นภาพตัวเองนอนอยู่บนเตียงสมัยเด็ก ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลยหลังจากนั้น เขาตีความว่าเป็นจิตใต้สำนึกที่กำลังบอกอะไรบางอย่าง

ถึงเวลากลับบ้านแล้ว

การฆ่าสิ่งที่กำลังไปได้ดี

ในบทสัมภาษณ์เดียวกัน เขาพูดถึงการตัดสินใจแบบที่องค์กรส่วนใหญ่ไม่กล้าทำ

การปิดสิ่งที่ล้มเหลวเป็นเรื่องง่าย ถ้าอะไรไม่ได้ผลและหมดไอเดียแล้วก็แค่ปิดมัน เรื่องที่ยากจริง ๆ คือตอนที่บางอย่างกำลังไปได้ดีมาก แล้วต้องตัดสินใจฆ่าสิ่งดี ๆ อื่นเพื่อให้สิ่งที่ดีที่สุดไปได้ไกลกว่าเดิม

ตอนที่ GPT-3 เริ่มได้ผล พวกเขาปิดงานด้านหุ่นยนต์ที่ทั้งทีมตื่นเต้นกันมาก และเมื่อ coding agent เริ่มได้ผล พวกเขาก็ปิด Sora กับโปรเจกต์ browser เพื่อเทกำลังทั้งหมดมาที่ Codex

Sora ไม่ได้ล้มเหลว เขายืนยันเองว่ามันจะสำเร็จอย่างมากด้วยซ้ำ แต่มีการใช้ทรัพยากรที่สำคัญกว่ารออยู่ และการตัดสินใจแบบนี้ไม่ได้จบในการประชุมครั้งเดียว มันค่อย ๆ ชัดขึ้นในหัวของหลายคนพร้อมกัน จนถึงจุดที่ทุกคนรู้ว่าต้องเลือก

เรื่อง Codex เองก็มีที่มาแบบเดียวกัน ตอนนั้น OpenAI ตามหลัง Claude Code อยู่ไกลมาก ความเชื่อทั่วไปในวงการคือเมื่อคู่แข่งมี momentum ในหมวดสินค้าไหนแล้ว การไล่ตามคือความพยายามที่สูญเปล่า ควรข้ามไปทำอย่างอื่น อัลต์แมนขอให้ทีมรับภารกิจที่ทุกคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ และวันนี้ Codex คือเครื่องมือที่นักเขียนโค้ดฝีมือดีที่สุดหลายคนที่เขารู้จักเลือกใช้

บทเรียนที่เขาสรุปสั้นมาก คือจงขอในสิ่งที่ต้องการ เราไม่ได้มันทุกครั้ง แต่บางครั้งก็ได้

วันแย่ ๆ ที่ควรขอบคุณ

มีคำถามหนึ่งที่ถามเขาว่าทำอย่างไรถึงเก่งเรื่องการทำงานท่ามกลางความโกลาหล คำตอบสั้นจนน่าผิดหวัง คือฝึกเอาอย่างเดียว ไม่มีทางลัด

เขาบอกว่ามีทักษะบางอย่างที่ต่อให้เข้าใจในหัวแค่ไหน ก็ต้องผ่านมันซ้ำหลายรอบกว่าใจจะรับไหว อย่างการเชื่อว่าเราจะหาทางออกได้ทั้งที่ตอนนี้ยังมองไม่เห็นทางเลย เหตุการณ์ระดับเกือบฆ่าบริษัทครั้งแรกจะรู้สึกเหมือนโลกถล่ม พอถึงครั้งที่สิบเราจะคิดว่ารอดมาแล้วเก้าครั้ง ครั้งนี้ก็คงไม่แย่ขนาดนั้น

สมัยทำ office hours ให้ founder ที่ Y Combinator เขาแยกออกทันทีว่าใครเป็นคนหน้าใหม่ ไม่ต้องดูตัวเลข ไม่ต้องดูสไลด์ ดูแค่ปฏิกิริยาตอนเล่าปัญหาที่กำลังพังไม่เป็นท่า

แต่มุมที่ลึกที่สุดในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องความทน เขาบอกว่าคนส่วนใหญ่คิดว่าตรงข้ามของประสบการณ์แย่คือประสบการณ์ดี

จริง ๆ แล้วตรงข้ามของประสบการณ์แย่คือการไม่มีประสบการณ์อะไรเลย และสักวันเราทุกคนจะไปอยู่ในดินแดนที่ไม่มีประสบการณ์

เขายกคำพูดของ นาวาล ราวิกันต์ (Naval Ravikant) ต่อว่า ถ้าชีวิตมีปุ่มกดข้ามได้ ชีวิตเราก็คงจบไปแล้ว

ความช้าที่จำเป็นก่อนจะเข้าใจอะไรสักอย่าง

ส่วนที่เราชอบที่สุดในบทสัมภาษณ์นี้ ไม่ใช่เรื่อง AI

เป็นตอนที่เขาเล่าถึงการทำงานกับ โจนี ไอฟ์ (Jony Ive) นักออกแบบที่อยู่เบื้องหลังงานของ Apple มาหลายสิบปี สิ่งที่อัลต์แมนเรียนรู้คือ ไอฟ์ไม่ยอมให้ตัวเองคิดถึงทางออกมากเกินไป จนกว่าจะเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริงเสียก่อน

มือคู่หนึ่งวางแนบอยู่บนพื้นโต๊ะไม้เก่าในเวิร์กช็อป มีฝุ่นละเอียดลอยอยู่ในลำแสงด้านหลัง
ความเข้าใจที่ลึกพอ มักต้องใช้เวลามากกว่าที่ตารางงานอนุญาต

เวลาออกแบบรถ ไอฟ์จะศึกษาประวัติศาสตร์ motorsport ลงลึกถึงระดับตัวอักษรที่ใช้ในห้องโดยสาร วัสดุที่เคยใช้ในแต่ละยุค ไปจนถึงเสียงเครื่องยนต์ของรถแต่ละรุ่นว่าทำไมบางเสียงถึงถูกใจผู้คนและบางเสียงไม่ แล้วเขียนสิ่งที่ค้นคว้ามาออกเป็นหนังสือทั้งเล่ม ก่อนจะเริ่มออกแบบ

ข้อสรุปของอัลต์แมนคือ งานออกแบบที่ดีไม่ได้มาจากแรงบันดาลใจที่วาบขึ้นมากลางดึก มันมาจากการเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง ส่วนขั้นตอนตรงกลางที่ความเข้าใจกลายร่างเป็นไอเดียใหม่ในพริบตานั้น เขายอมรับตรง ๆ ว่ายังไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

ในบทสัมภาษณ์ที่เต็มไปด้วยเรื่องความเร็ว ตรงนี้คือส่วนเดียวที่พูดถึงความช้า และมันมาจากคนที่ผลงานอยู่ในกระเป๋าของคนเกือบทั้งโลก

สิ่งที่เรายังไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรกับเรา

อัลต์แมนบอกว่า iPhone คือชิ้นงานเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติเคยสร้างร่วมกันมา

แล้วเขาก็บอกในประโยคถัดมาว่าเขาไม่รักความสัมพันธ์ของตัวเองกับมันอีกแล้ว

เขาปิด notification เกือบทั้งหมดในเครื่อง รวมถึงแอปข้อความด้วย และเรียกมันว่าการอัปเกรดชีวิตครั้งใหญ่ ทั้งที่ในวันเดียวกันนั้นเขาคุยหรือส่งข้อความกับคนในองค์กรวันละสามถึงสี่ร้อยคน มากกว่าใครก็ตามที่เขารู้จัก และยอมรับเองว่ามันกินเวลาส่วนใหญ่ของชีวิต ทำให้เขากลายเป็นคนสมาธิสั้นมาก

เส้นขอบฟ้าของเมืองตอนพลบค่ำมองจากที่สูง ไฟในหน้าต่างตึกเริ่มติดทีละดวง

ประโยคสุดท้ายที่เขาพูดถึงเรื่องนี้ไม่ได้ฟังเหมือนคำเตือน มันฟังเหมือนคนที่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ ว่าอุปกรณ์ใหม่ที่พวกเขากำลังสร้างกันอยู่ตอนนี้ ก็จะถูกใช้ในทางที่ทำให้ชีวิตคนแย่ลงในแบบที่ยังคาดไม่ถึงเช่นกัน แล้วมนุษย์ก็จะปรับตัวไปด้วยกัน เหมือนที่เคยปรับมาทุกครั้ง

เขาไม่ได้บอกว่าให้ทำอย่างไร ไม่ได้บอกว่าใครควรลบแอปไหน

เขาเล่าแค่ว่าบ่ายวันเสาร์วันหนึ่ง เขานั่งอยู่บนโซฟาสามชั่วโมง แล้วรู้ตัว

Whale Andbooks

ผู้เขียน

Whale Andbooks

ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการ Whale and Vibe เชื่อว่าเรื่องเล่าดี ๆ ต้องการเวลา และการอ่านช้า ๆ คือของขวัญที่หายากขึ้นทุกวัน

Daisy Lovelace

ภาพถ่าย

Daisy Lovelace

ศิลปินภาพประจำกองบรรณาธิการ ดูแลภาพประกอบของ Whale and Vibe — ภาพประกอบสร้างด้วย AI ภายใต้การกำกับศิลป์ของกองบรรณาธิการ

จดหมายจาก Whale and Vibe

เรื่องเล่าและบันทึกที่เราเลือกมาเล่า ส่งถึงกล่องอีเมลของคุณเป็นครั้งคราว

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่ร่วมพูดคุย

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมแสดงความคิดเห็น

หญิงสาวในชุดยาวสมัยวิคตอเรียนนั่งเขียนหนังสือที่โต๊ะไม้ริมหน้าต่าง มองออกไปยังแสงนุ่มนอกหน้าต่าง
101 ครั้ง

เทคโนโลยี

ผู้หญิงที่เขียนโปรแกรมก่อนโลกจะมีคอมพิวเตอร์: ทำไมผมตั้งชื่อ AI ของตัวเองว่าเอดา

ผู้หญิงที่เขียนโปรแกรมก่อนโลกจะมีคอมพิวเตอร์: ทำไมผมตั้งชื่อ AI ของตัวเองว่าเอดา