
ผู้คน
บ้านหลังที่ชื่อว่าตัวเอง: อาจารย์เจกับคำถามว่าต้องเก่งแค่ไหนถึงจะพอ
อาจารย์มหาวิทยาลัยโตเกียวที่ยังนั่งคัดตัวอักษรญี่ปุ่นทุกวันเพราะยังไม่พอใจตัวเอง ตอนที่เจ็ดของ “ดาราช่อง” ตามเธอไปถึงปีที่หนักที่สุดในโตได และคำตอบที่เธอเพิ่งหาเจอหน้ากล้อง
เรื่อง Whale Andbooks · ภาพประกอบ (AI) Daisy Lovelace · 6 ตุลาคม 2026
28
ปากกาลากตัวอักษร し ลงบนกระดาษตาราง ช้า ๆ ทีละเส้น เสียงจากหลังกล้องถามว่า “อันนี้ต้องทำทุกวันเลยเหรอ” คนเขียนตอบโดยไม่เงยหน้า
ใช่ค่ะ แต่วันที่ลืมก็มีเหมือนกันนะ
คนเขียนคือ “อาจารย์เจ” หรือ Pattajit Tangsinmunkong คนไทยที่สอนอยู่มหาวิทยาลัยโตเกียว มหาวิทยาลัยที่คนญี่ปุ่นเรียกสั้น ๆ ว่าโตได และนับกันว่าเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ เธออยู่ญี่ปุ่นมาสิบกว่าปี เขียนหนังสือภาษาญี่ปุ่นออกมาแล้วหนึ่งเล่ม ได้รางวัลวิชาการจากเล่มนั้นด้วย แต่ยังนั่งคัดตัวอักษรเหมือนคนเพิ่งเริ่มเรียน เหตุผลที่บอกกับกล้องคือยังไม่ค่อยพอใจกับทักษะภาษาญี่ปุ่นของตัวเอง ภาษาอังกฤษก็ด้วย อยากฝึกให้มันดีขึ้นเรื่อย ๆ
ตอนที่เจ็ดของซีรีส์ “ดาราช่อง” จากช่อง FAROSE ตั้งชื่อตอนเป็นคำถามว่า ต้องเก่งแค่ไหนถึงจะพอใจในตัวเอง สามสิบนาทีหลังจากนั้นเราค่อย ๆ เห็นว่าคำถามนี้ไม่ได้ตั้งไว้ให้คนดูคิด คนที่ยังหาคำตอบอยู่คือเธอเอง

อีเมลฉบับหนึ่งถึงอาจารย์ชาวจีน
ทางที่พาเธอมาถึงโตเกียวเริ่มที่ปักกิ่ง หลังจบอักษรศาสตร์เอกภาษาจีน เธอไปเป็นเลขานุการเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่ง ดูกำหนดการท่านทูต เป็นล่าม อยู่ปีครึ่งเกือบสองปีก็เริ่มอิ่มตัว ช่วงนั้นจีนกับญี่ปุ่นกำลังพิพาทกันเรื่องเกาะที่ฝ่ายหนึ่งเรียกเตียวหวี อีกฝ่ายเรียกเซ็งกากุ เธออยากรู้ว่าอะไรทำให้สองประเทศทะเลาะกันมาจนถึงวันนี้ ก็เลยค้นว่าในญี่ปุ่นมีใครทำเรื่องนี้บ้าง เจอชื่ออาจารย์สองสามคน แล้วไปสะดุดบทสัมภาษณ์ของอาจารย์หลิวเจี๋ย
พออ่านบทความของอาจารย์หลิวเจี๋ย เรารู้สึกว่าเราชอบโลกทัศน์ของคนคนนี้จังเลย แม้ว่าประเทศจีนกับญี่ปุ่นจะทะเลาะกัน แล้วแกก็เป็นคนจีนด้วย แต่บทสัมภาษณ์ของแกไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าเพราะเขาเป็นคนจีนเลยต้องเข้าข้างฝั่งจีน เป็นบทสัมภาษณ์ที่พยายามเข้าใจปัญหาจากทั้งสองมุม
เธออีเมลไปหา อาจารย์สนใจ แล้วกลายเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่เธอเรียกว่าการตัดสินใจในชีวิตที่ดีที่สุด อีกเหตุผลที่ตรงไปตรงมากว่านั้นคือตอนมาถึงญี่ปุ่นเธอพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เลย เรียนกับคนจีนอย่างน้อยก็คุยกันรู้เรื่อง ส่วนเหตุผลที่ไม่ทำหัวข้อนี้ที่จีน เธอบอกสั้น ๆ ว่ามันมีเพดานที่พูดได้ค่อนข้างจำกัด
ญี่ปุ่นมีเพดานเหมือนกัน แค่เป็นคนละแบบ เธออธิบายว่าในทางกฎหมายเสรีภาพในการพูดได้รับการคุ้มครอง แต่ในทางวัฒนธรรมมีสุภาษิตว่า ตะปูที่โผล่ขึ้นมาจะถูกตอกกลับลงไป ใครพูดอะไรไม่เหมือนคนอื่นก็ตกเป็นเป้าได้ง่าย เมืองที่เธอชอบเพราะทางเท้ากว้างและไปไหนก็ถึงด้วยรถไฟ เป็นเมืองเดียวกับที่ทำให้เธอเหงา เพราะทุกคนกลัวจะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น
สุดท้ายแล้วความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนมันจะเกิดขึ้นได้ตอนที่เราสร้างความลำบากให้กันและกัน พอเราต้องอยู่ในเมืองที่เราจะต้องกลัวที่จะสร้างเมวากุให้คนอื่นตลอดเวลา บางทีมันก็รู้สึกเหงาเหมือนกันนะ
พิพิธภัณฑ์สามแห่งกับไทม์ไลน์หนึ่งปึก
วิชาที่เธอสอนว่าด้วยความทรงจำเรื่องสงครามโลกครั้งที่สองในประเทศต่าง ๆ ของเอเชีย ปกติเธอจะพานักศึกษาปริญญาโทไปพิพิธภัณฑ์สงครามสามแห่งในโตเกียว แห่งแรกคือยูชูกังในศาลเจ้ายาสุกุนิ ที่เล่าประวัติศาสตร์แบบอนุรักษ์นิยม ทหารคือวีรบุรุษ แห่งที่สองเล่าตรงข้าม คนญี่ปุ่นคือเหยื่อของสงคราม แห่งที่สามคือพิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ ที่กล้องตามเธอเข้าไป ชื่อ Women's Active Museum on War and Peace เล่าเรื่องผู้หญิงที่ถูกบังคับให้เป็นหญิงบำเรอในช่วงสงคราม และเก็บเอกสารของศาลประชาชนปี 2000 ที่ตัดสินให้จักรพรรดิญี่ปุ่นมีความผิดเป็นครั้งแรก ที่นี่เกิดจากการเคลื่อนไหวของนักข่าวชื่อมัตสึอิ ยาโยริ และเล็กเสียจนบางคนเรียกว่าไมโครมิวเซียม

สิ่งแรกที่ทำให้เธอตกใจตอนมาครั้งแรกคือป้ายวันหยุด พิพิธภัณฑ์เขียนไว้ชัดว่าจะไม่หยุดในสี่วันที่มีที่มาจากระบอบจักรพรรดิ เพราะเป็นวันที่ไม่ควรเฉลิมฉลอง เธอพูดถึงขนาดของห้องกับขนาดของเสียงไปพร้อมกัน เรื่องเล่าฝั่งไหนมีเสียงมากกว่า พื้นที่ก็มากกว่า
ตอนพานักเรียนมา เธอจะพกเอกสารปึกหนึ่งติดมาด้วยเสมอ เป็นไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง “เราชอบพูดกันว่าประวัติศาสตร์มัน selective” เธอว่า พอเดินสามพิพิธภัณฑ์พร้อมไทม์ไลน์ในมือ จะเห็นชัดว่าแต่ละที่เลือกจำอะไร แล้วเลือกลืมอะไร
หนังสือของเธอตั้งคำถามแบบเดียวกันกับบ้านเกิด ชื่อเล่มคือ『タイ外交史を読み直す――「竹の外交論」からの脱却』หรือในชื่ออังกฤษ Thai Diplomatic Discourse Revisited: Unpacking “Bamboo Diplomacy” พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยโตเกียว มันว่าด้วยวิธีเล่าประวัติศาสตร์การทูตไทยแบบ “ไผ่ลู่ลม” ว่าเรื่องเล่านี้ส่งเสริมชาตินิยมอย่างไร ทำให้ตัวละครไหนโดดเด่นขึ้นมา และทำให้ใครหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ เล่มนี้พัฒนามาจากงานวิจัยที่เธอทำมาตั้งแต่ปี 2019 พิมพ์ออกมาปีที่แล้ว แล้วได้รางวัล Mishima Kaiun Academic Award ที่เธอบอกว่าคิดไม่ถึง
ปีแรกที่โตได
เธอไม่เคยคิดอยากเป็นอาจารย์ ความฝันคือองค์กรระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติหรือมูลนิธิสันติภาพ ลองไปฝึกงานจริงราวหกเดือน แล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเอง อาจารย์ที่ปรึกษาชวนกลับมาที่มหาวิทยาลัยก่อน เพื่อนร่วมงานขอให้ไปช่วยสอนสองคลาส
พอไปยืนอยู่ตรงหน้านักเรียนแค่นั้นแหละ เรารู้ตัวเลยว่าเราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ว่ะ
เธออยู่วาเซดะสิบปี เป็นนักเรียนเจ็ดปี สอนสามปี แล้วย้ายมาโตได
ปีแรกที่โตไดหนักหน่วง ที่นี่มีภาพว่านักศึกษาต้องเก่งมาก และคนที่จะสอนนักศึกษาพวกนี้ได้ต้องเก่งแบบสุดยอด เธอเข้าไปอยู่ในภาพนั้นแล้วถามตัวเองว่าเป็นใคร คนถามขอตัวอย่างเหตุการณ์ที่ตอกย้ำความรู้สึกนี้ เธอเงียบไปพักหนึ่ง ถามกลับว่าเล่าดีไหม แล้วก็เล่า เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเคยพูดใส่หน้าต่อหน้าคนอื่น
เจซัง ในฐานะมนุษย์คุณเป็นคนที่ดีนะ แต่ในฐานะนักวิจัยคุณไม่โอเคเลย คุณดูไม่ belong กับโตไดนะ กลับไปวาเซดะเถอะ
ตอนนั้นเธอช็อกจนทำอะไรไม่ถูก ช่วงที่หนักที่สุด แค่กลิ่นอากาศญี่ปุ่นตอนล้อเครื่องบินแตะสนามบินนาริตะ ร่างกายก็เครียดขึ้นมาเอง เธอตัดสินใจกลับบ้านช่วงปิดเทอม ช่วงแรกดี อยู่กับพ่อแม่ อยู่กับคนที่รัก แล้วก็ค่อย ๆ เห็นว่าพ่อแม่มีปัญหาของตัวเอง เล่าไปเขาก็ไม่เข้าใจร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะไม่เคยเห็นชีวิตเธอที่ญี่ปุ่น ไม่ได้เป็นนักวิชาการ ที่โตเกียวไม่มีที่ให้ยืน กลับบ้านก็ไม่มีใครเข้าใจบริบท
แกะตัวเองหน้ากล้อง
ฉากที่เราหยุดดูนานที่สุดอยู่ที่โต๊ะอาหาร เธอนั่งกับเพื่อนร่วมงานสองคน คนเกาหลีกับคนจีน ที่นัดกินข้าวกันเดือนละครั้ง คนถามว่าความกดดันนั้นมาจากไหน เธอตอบว่ามาจากตัวเอง ชอบเอาตัวเองไปเทียบกับคนอื่น คนนั้นเกิดปี 1992 ออกหนังสือมาแล้วสี่เล่ม คนนี้พูดญี่ปุ่นได้ดีเหลือเกิน ทุกครั้งที่อยู่กับกลุ่มนี้ก็ถามตัวเองว่าทำไมเราดีแค่นี้ ขยันไม่พอหรือเปล่า

แล้วเธอก็พูดบางอย่างที่เหมือนเพิ่งรู้ตอนปากพูด ว่าเธออยู่กับความเป็นคนเก่งมาตั้งแต่เด็ก พอมาอยู่ในที่ที่ไม่ได้เป็นคนเก่งอีกต่อไป ตัวตนก็หายไป
พี่เพิ่งเข้าใจตัวเองนะตอนนี้แหละ พูดไปพูดมาแล้วเพิ่งแบบ อ๋อ กำลังแกะตัวเองอยู่
คนที่ช่วยให้เธอคืนดีกับเรื่องนี้ได้คือมักกิ เพื่อนร่วมงานคนจีนที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน มักกิบอกว่าถ้าเทียบความสามารถทีละด้าน แน่นอนว่าต้องมีคนเก่งกว่าในแต่ละด้าน แต่องค์รวมต่างหากที่ทำให้เราเป็นเรา และการมีคนเก่งอยู่รอบตัวเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ เพราะคนเหล่านั้นคือทรัพยากรของเรา
เหมือนเราก็ได้คำตอบนะ ว่าสังคมนี้มันมีพื้นที่ให้กับความครึ่ง ๆ กลาง ๆ เหมือนกัน คุณไม่ต้องเป็นคนที่ประสบความสำเร็จที่สุดก็ได้ แต่เป็นสังคมที่ให้ค่ากับความพยายาม
เธอหันมาพูดกับคนดูที่อาจเป็นนักเรียนว่าไม่ต้องได้เกรดเอทุกวิชาก็ได้ ความสุขทุกวันนี้ของเธอคือการอยู่ในชุมชนที่เข้าใจกัน นักเรียน กลุ่มเพื่อนนักวิชาการไทยที่นัดกันวันเสาร์ตั้งแต่ช่วงโควิด และครอบครัว เธอเรียกมันว่า support system แล้วปิดประโยคด้วยคำที่เราเอามาเป็นชื่อเรื่อง
สุดท้ายแล้วมันจะทำให้เราสามารถกลับบ้านหลังที่ชื่อว่าตัวเองได้
ช็อตสุดท้ายของตอนไม่มีใครพูดเรื่องเก่งหรือไม่เก่ง เป็นเสียงใบไม้ในสวนที่ไหนสักแห่ง เธอพูดลอย ๆ ว่าเสียงใบไม้กระทบกันนี่มันดีจังเลย แล้วกล้องก็ปล่อยให้เงียบ ส่วนตัวอักษร し บนกระดาษตาราง พรุ่งนี้เธอคงเขียนอีก หรือไม่ก็ลืม ซึ่งเธอบอกแล้วว่ามีเหมือนกัน
ผู้เขียน
Whale Andbooksผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการ Whale and Vibe เชื่อว่าเรื่องเล่าดี ๆ ต้องการเวลา และการอ่านช้า ๆ คือของขวัญที่หายากขึ้นทุกวัน
ภาพประกอบ (AI)
Daisy Lovelaceศิลปินภาพประจำกองบรรณาธิการ ดูแลภาพประกอบของ Whale and Vibe — ภาพประกอบสร้างด้วย AI ภายใต้การกำกับศิลป์ของกองบรรณาธิการ
Whale and Vibe สร้างสรรค์เนื้อหาและภาพประกอบร่วมกับ AI (AI-assisted) โดยมีคนตรวจทานทุกชิ้นก่อนเผยแพร่
จดหมายจาก Whale and Vibe
เรื่องเล่าและบันทึกที่เราเลือกมาเล่า ส่งถึงกล่องอีเมลของคุณเป็นครั้งคราว
ความคิดเห็น
กำลังโหลดความคิดเห็น…












